ผลการค้นหา "{{keyword}}" ไม่ปรากฎแต่อย่างใด
การใช้และการจัดการคุกกี้
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
09-04-2564
Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เป็นผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนในรูปของ "ดอกเบี้ย" จากการถือพันธบัตรออมทรัพย์นั้นๆ เปรียบเหมือนเราเอาเงินไปฝากธนาคาร เมื่อถือครบ 1 ปี เราก็จะได้ดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากตามที่ธนาคารกำหนดไว้ เช่น ได้ดอกเบี้ย 0.5% หรือ 1% ต่อปี เป็นต้น
สำหรับ Bond หรือพันธบัตร เป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีการกำหนดว่า ในการลงทุนในพันธบัตรนั้นๆ จะได้รับดอกเบี้ยเท่าไหร่ต่อปี เช่น 2% ต่อปี และมีระยะเวลาลงทุนเท่าไหร่ เช่น 1 ปี 5 ปี และ 10 ปี โดยที่ถ้าเป็นพันธบัตรระยะสั้นจะได้ผลตอบแทนต่ำ และหากเป็นพันธบัตรระยะยาว ก็จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น คล้ายๆ กับกรณีของการฝากประจำไว้กับธนาคาร ที่ผลตอบแทนจากเงินฝากประจำระยะสั้นจะน้อยกว่าเงินฝากประจำระยะยาว
สำหรับ Bond Yield ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจคือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury Yield)
ทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับ Bond Yield?
ตามทฤษฎีการเงิน ดอกเบี้ยหรือ Bond Yield ในตลาดถือเป็นอัตราคิดลด หรือ Discount Rate ที่ใช้คำนวณมูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ทางการเงินทุกชนิด ซึ่ง Discount Rate ที่สูงขึ้น ก็จะส่งผลให้มูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ลดลง หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกดดันให้ค่า P/E (Price to Earning) ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นลดลงนั่นเอง
สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น หากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น เพราะเศรษฐกิจมีการขยายตัวที่ดี กรณีนี้ถือว่า เป็นข่าวบวกสำหรับนักลงทุน แต่เมื่อไรที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Bond Shock) แทนที่จะสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี จะเป็นตัวบั่นทอนการขยายตัวของกำไรบริษัทต่างๆ เพราะต้นทุนในการกู้ยืมเพื่อทำธุรกิจจะสูงขึ้น โดยเฉพาะกิจการกลุ่มเทคโนโลยีที่มีต้นทุนในการกู้ยืมมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาจะมีความอ่อนไหวกับเรื่องนี้มาก ตลาด NASDAQ ที่มีหุ้นกลุ่มนี้อยู่มากจึงสะท้อนออกมาในการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง เมื่อ Bond Yield เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ การที่ Bond Yield พุ่งสูงขึ้น นักลงทุนจะรู้สึกว่า ทำไมเราต้องไปรับความเสี่ยงจากตลาดหุ้นที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง สู้เราไปซื้อพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำและได้ดอกเบี้ยที่แน่นอนไม่ดีกว่าเหรอ ทำให้นักลงทุนจะเทขายหุ้น เพื่อมาถือครองพันธบัตรแทน ในทางตรงกันข้าม ถ้า Bond Yield ให้ผลตอบแทนที่ต่ำมากๆ นักลงทุนจะรู้สึกว่า เรายอมเพิ่มความเสี่ยงเพื่อไปซื้อหุ้น ที่อาจจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทั้งในแง่ของราคาหุ้นและเงินปันผล จึงนำเงินมาซื้อหุ้นมากกว่าที่จะถือครองพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ส่งผลให้หุ้นขึ้นได้นั่นเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทิศทางของ Bond Yield จะสวนทางกับตลาดหุ้น
ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ธนาคารกลางของทุกประเทศ จะดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลาย และจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่มีหนี้สิน ไม่ให้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงเกินไป อีกทั้งยังเป็นการจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ เพราะดอกเบี้ยที่ต่ำ จะทำให้ต้นทุนทางการเงินในการดำเนินกิจการต่ำลง ซึ่งเป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ปริมาณการใช้พลังงานต่างๆ (โดยเฉพาะน้ำมัน) กลับมาสูงขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐพุ่งขึ้นจาก 48.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 31 ธ.ค.2563 สู่ประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 24 มี.ค.2564 หรือปรับขึ้นกว่า 25% เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งต้นทุนพลังงาน เป็นต้นทุนที่สำคัญของกิจการทุกประเภท เมื่อต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้คาดว่าการเร่งตัวของเงินเฟ้อในสหรัฐจะปรับสูงขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เมื่อเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ จะประกาศขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ส่งผลให้ Bond Yield ของสหรัฐขยับขึ้นต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนถึงแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ย
During economic booms, consumer prices and inflation rate usually increase, whereas overall consumer spending power is lower, as their incomes rise more slowly than consumer prices. A hike in the policy rate helps “cool down” an economy, as the private sector will want to borrow less and consumers will spend less and keep deposits with banks or hold bonds rather than invest in risky assets.
How to adjust your portfolio when there’s a change in bond yields?
Investors may need to reevaluate investment weights between safe assets and risky assets with strong fundamentals. When bond yields increase in line with inflation trends and look interesting, but there is potential growth in the profitability of listed companies, stocks won’t be dumped and stock prices can rise based on fundamentals and future growth trends.
If you hold fixed-income investments before a bond yield rises or during an interest hike, it is recommended that you find short-term fixed-income bonds so that you can quickly invest in new bonds (with greater opportunities for higher yields). Furthermore, short-term bonds are less affected by price loss than long-term ones. On the other hand, when a bond yield or interest rate is going down, long-term bonds are more recommended to maintain yield rates. When you invest in long-term bonds with high yields, you will continue to gain such high fixed income for years without impacts from an interest downturn.
In summary, when bond yields rise, investors should closely monitor news and information to assess whether rising bond yields will have negative impacts on listed companies’ profits. If their profits tend to remain positive, or at least not decreasing, then rising bond yields are not that big a concern. Furthermore, appropriate asset allocation will also help curb investment volatility.
Nipapun Poonsateansup, CFP®, ACC
Independent financial planner, author, speaker